“น้ำด่าง” (Alkaline Water) ดีต่อสุขภาพจริง หรือแค่กลยุทธ์วิทยาศาสตร์เทียม?
ช่วงนี้ถ้าใครเคยไถฟีดโซเชียล คงต้องเคยเห็นเหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพออกมารีวิว “น้ำด่าง” หรือ Alkaline Water กันอย่างแพร่หลาย บ้างก็ว่าช่วยปรับสมดุลกรด-ด่างในร่างกาย ดีท็อกซ์สารพิษ ชะลอวัย ไปจนถึงขั้นเคลมว่าช่วยป้องกันมะเร็งได้ อันนี้ก็สุดโต่งไปหน่อย
ด้วยความสงสัยว่าน้ำขวดละไม่กี่บาทนี้จะมีสรรพคุณวิเศษขนาดนั้นจริงหรือ? ผมจึงลองสืบค้นหาข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์แล้วก็พบว่ามันอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น
คำแนะนำจากคุณหมอ
จากคำแนะนำของคุณหมอหลายท่านที่ออกมาให้ข้อมูล จะพบว่าข้อเคลมสรรพคุณครอบจักรวาลของน้ำด่างนั้น ขัดกับหลักการทำงานของร่างกายมนุษย์อยู่ 3 ข้อหลักๆ:
กระเพาะอาหารเป็นกรดสูงมาก: น้ำด่างที่มีค่า pH 8-9 เมื่อดื่มลงไปจะเจอกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหารที่มีค่า pH สูงถึง 1.5 - 3.5 ทันที ทำให้น้ำด่างถูกสะเทินสภาพเป็นกลางไปตั้งแต่ยังไม่ทันดูดซึมด้วยซ้ำ
ระบบปรับสมดุลของร่างกาย (Homeostasis): ร่างกายของเรามีระบบควบคุมค่า pH ในกระแสเลือดให้คงที่อยู่เสมอที่ 7.35 - 7.45 โดยมี ปอด และ ไต ทำหน้าที่นี้อย่างแข็งขันตลอด 24 ชั่วโมง อาหารหรือน้ำดื่มจึงไม่สามารถเปลี่ยนความเป็นกรด-ด่างของเลือดเราได้เลย
เปลี่ยนได้แค่ปัสสาวะ: สิ่งเดียวที่น้ำด่างเปลี่ยนได้คือค่า pH ของปัสสาวะ เพราะไตจะขับความด่างส่วนเกินออก แต่มันไม่ได้แปลว่าอวัยวะภายในของเราจะกลายเป็นด่างตามไปด้วย
ส่วนคนที่ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้น ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเกิดจากการที่ร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอ (Hydration) จากการดื่มน้ำมากขึ้น ไม่ใช่เพราะความเป็นด่างของน้ำแต่อย่างใด
คำถามต่อมา: ในเมื่อเคลมเกินจริง... ทำไมหน่วยงานรัฐยังปล่อยให้วางขาย?
นี่คือคำถามถัดมาที่เกิดขึ้นในใจผมทันที ในเมื่อวิทยาศาสตร์บอกว่ามันไม่มีผลต่อร่างกายขนาดนั้น ทำไมหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ถึงยังไม่จัดการอะไรบางอย่าง?
คำตอบคือ... มันมี "ช่องว่างทางเทคนิค" ที่ทำให้การเอาผิดทำได้ยากมาก:
ตัวผลิตภัณฑ์ไม่ผิดกฎหมาย: ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข น้ำดื่มสามารถมีค่า pH ได้ระหว่าง 6.5 – 8.5 ดังนั้น การผลิตน้ำด่างที่มีค่า pH ในช่วงนี้จึงถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
กลยุทธ์ "เลี่ยงบาลี" ของผู้ประกอบการ: กฎหมายห้ามโฆษณาอาหารในเชิงรักษาโรคเด็ดขาด แบรนด์ใหญ่ๆ จึงเลือกที่จะ ไม่เคลมตรงๆ บนฉลาก (บนขวดเขียนแค่ pH 8.5) แต่ใช้กลยุทธ์ทางอ้อม เช่น การจ้างอินฟลูเอนเซอร์พูดแทน หรือใช้ภาพลักษณ์ที่สื่อถึงสุขภาพดี เพื่อให้ผู้บริโภคคิดเชื่อมโยงไปเอง ซึ่งตรวจสอบและเอาผิดได้ยาก
โลกออนไลน์ไล่จับไม่หวาดไม่ไหว: สำหรับรายย่อยที่เคลมโอเวอร์เกินจริง (เช่น อ้างว่ารักษามะเร็ง) แม้ อย. จะมีการสั่งปรับและปิดเพจอยู่เรื่อยๆ แต่ในโลกออนไลน์ เมื่อเพจหนึ่งปลิวไป เพจใหม่ก็พร้อมเปิดขึ้นมาแทนได้ในข้ามคืน
บทลงโทษที่ต่ำเกินไป: โทษปรับสูงสุดของการโฆษณาอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือเกินจริง อยู่ที่ประมาณ 30,000 บาท ซึ่งสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ เงินจำนวนนี้อาจเป็นแค่ "ต้นทุนการตลาด" เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
สติก่อนสตางค์
ปัจจุบัน หน่วยงานรัฐอย่าง อย. เองก็ใช้วิธีออกมาแถลงการณ์เตือนอยู่บ่อยครั้งว่า “อย. ไม่เคยอนุญาตการแสดงข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพของน้ำด่าง” และเน้นให้ความรู้แก่ประชาชนแทนการไล่จับ
สุดท้ายนี้ น้ำด่างอาจไม่ได้อันตรายสำหรับคนทั่วไป (ยกเว้นผู้ป่วยโรคไตที่ต้องระวังเรื่องแร่ธาตุเกิน) แต่มันก็ไม่ได้มีสรรพคุณรักษาโรคตามที่โฆษณาชวนเชื่อ สำหรับคนสุขภาพปกติอย่างเราๆ การดื่มน้ำเปล่าที่สะอาด วันละ 6-8 แก้ว คือวิธีที่ประหยัด คุ้มค่า และดีต่อร่างกายที่สุดแล้ว
Comments